เคยสงสัยไหมว่า ของเล่นเสริมทักษะ ที่เราให้เด็กเล่นสามารถช่วยพัฒนาทักษะทางสติปัญญา ทางร่างกาย และทางสังคมให้กับเด็กได้มากน้อยเพียงใด?
การสร้างจินตนาการและพัฒนาทักษะให้กับเด็กด้วยของเล่นเสริมทักษะ

เคยสงสัยไหมว่า ของเล่นเสริมทักษะ ที่เราให้เด็กเล่นสามารถช่วยพัฒนาทักษะทางสติปัญญา ทางร่างกาย และทางสังคมให้กับเด็กได้มากน้อยเพียงใด?
วันแม่แห่งชาติ (Mother’s Day) ตรงกับวันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของไทย นับว่าเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินินาถ ในรัชกาลที่ 9 หรือแม่ของแผ่นดิน ซึ่งเป็นวันหยุดราชการของไทย เพื่อให้เหล่าลูกๆ ได้กลับไปกราบไว้คุณแม่ที่บ้าน สิ่งที่กังวลของลูกๆ หลายคนคือจะซื้ออะไรไปกราบแม่ดี วันนี้มาดูคำตอบกันเลย พวงมาลัยวันแม่ เป็นของสุดเบสิคที่จะนำไปกราบคุณแม่ นั่นคือ พวงมาลัยวันแม่ ซึ่งจะร้อยด้วยดอกมะลิ เป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณที่สื่อถึงความรักได้ดีที่สุดและประหยัดตังค์ที่สุดด้วย หาโอกาสที่เหมาะสมก้มกราบแทบเท้าและกล่าวขอบคุณที่ท่านเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่ยังเล็ก ค่อยๆวางพวงมาลัยวันแม่ที่ฝ่ามือหรือที่ตักคุณแม่พร้อมรับพรอันประเสริฐก็เพียงพอแล้ว นาฬิกาสวยๆ สำหรับคุณแม่หลายๆ คน น่าจะยังอยู่ในวัยทำงาน นาฬิกา ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ซึ่งการซื้อนาฬิกาสวยๆ สักเรือนให้คุณแม่คงจะเป็นอะไรที่ท่านถูกใจมากๆ แน่ๆ หรือจะพาท่านไปที่ร้านนาฬิกาให้เลือกเองตามใจชอบก็ยิ่งดี รองเท้าเพื่อสุขภาพ ในผู้สูงวัยการเคลื่อนไหวร่างกายที่ยากลำบากก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง แต่อาการเจ็บฝ่าเท้าอันเนื่องมาจากการเดินในชีวิตประจำวันกลายเป็นปัญหาที่มาซ้ำเติมคุณแม่หลายท่านโดยไม่รู้ตัว สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการสวมรองเท้าที่ไม่ได้มาตรฐาน สำหรับรองเท้าเพื่อสุขภาพนั้น นอกจากจะใส่สบายแล้ว ยังช่วยให้คุณแม่สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบายด้วย กระเช้าอาหารเสริม เพราะร่างกายของเรายิ่งอายุเพิ่มขึ้นระบบก็จะเสื่อมลง เราจะสังเกตได้ว่าทุกๆ ครั้งที่กลับบ้านก็จะเห็นผู้ใหญ่ในบ้านร่างกายเปลี่ยนแปลงลงเรื่อยๆ ดังนั้นลองหาซื้อกระเช้าอาหารเสริมดีๆ สักกระเช้าก็คงจะดีไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน อาหารเสริม เสริมกระดูก …
โลกของเด็กก่อนวัยเรียนเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าสนใจให้ค้นพบ แต่ถึงกระนั้นก็ยังเต็มไปด้วยสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย โดยความกลัวคือสิ่งที่เกิดขึ้นในช่องว่างระหว่างการสัมผัสกับสิ่งใหม่ ๆ และการทำความเข้าใจว่าสิ่งนั้นคืออะไร โดยเด็กอายุ 3 และ 4 ปี อาจมีปัญหาในการแยกแยะจินตนาการจากความเป็นจริง ดังนั้น ในบทความนี้เราจะมาช่วยคุณผู้อ่านบรรเทาความกลัวของเด็กเล็ก บรรเทาความกลัวของลูกน้อย ให้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นกัน 1. สัญญาณ เด็กบางคนจะพูดออกมาเลยว่าตัวเองกลัว แต่ถึงกระนั้นเด็กคนอื่น ๆ ก็มีโอกาสน้อยที่จะมีทักษะทางภาษาในการแสดงความกลัว ดังนั้น ความวิตกกังวลของเด็กอาจปรากฏเป็นกระสับกระส่าย หรือเกิดอารมณ์หงุดหงิดได้ 2. ก้าวไปทีละขั้น การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดความกลัวของบุตรหลานเป็นเรื่องที่ดี แต่การทำเช่นนั้นอาจทำให้ลูกของคุณไม่ได้ทำความรู้จักกับความกลัวนั้นอย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่นถ้าลูกของคุณ กลัวตัวตลก ก็อาจจะให้ลูกของคุณนั้น แอบมองจากที่ไกล ๆ หรือพยายามโฟกัสตั้งเป้าไปที่ลูกโป่งที่ตัวตลกถือ เป็นต้น 3. โฟกัสที่ความสนุก การเล่นสามารถช่วยลดความวิตกกังวลได้อย่างมาก หากลูกของคุณกลัวความมืด แนะนำให้อ่านนิทานก่อนนอนโดยใช้ไฟฉาย หรือซื้อของเล่นเรืองแสงในที่มืดเป็นต้น 4. ช่วยให้ลูกผ่อนคลาย เมื่อลูกมีอายุ 4 ขวบ เด็ก ๆ จะมีความอดทนและเข้าใจถึงร่างกายของตัวเองมากขึ้น แนะนำให้ลูกของคุณฝึกหายใจเข้าลึก ๆ ผ่อนคลายและหายใจออก เมื่อเขาเชี่ยวชาญแล้ว เขาจะสามารถปลอบตัวเอง ก่อนที่ความกลัวของเขาจะทวีความรุนแรงขึ้นได้ …
เด็กหลายคนอายเมื่อ มีการทักทายกับคนที่พวกเขาไม่รู้จัก แต่คุณสามารถทำให้ลูกน้อยสบายใจขึ้นได้ ด้วยการฝึกฝนทักษะนี้ให้กับลูกที่บ้าน ซึ่งเราก็ได้นำเคล็ดลับเทคนิคดี ๆ มานำเสนอให้คุณได้ลองนำไปปรับใช้กันในบทความนี้แล้ว ซึ่งจะทำให้ลูกของคุณนั้นผูกมิตรกับเพื่อนหน้าใหม่ได้ง่ายขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนแถวบ้าน หรือเพื่อนที่กำลังจะเตรียมตัวไปเจอที่โรงเรียน 1. ซ้อมกับพ่อแม่เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด แนะนำให้คุณลูกสวมบทบาททักทายแบบต่าง ๆ โดยแสดงให้ลูกรู้จักวิธีสบตากับคุณ และขอให้ลูกแนะนำตัวอย่างชัดเจน เช่น “สวัสดี ฉันชื่อ …” ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ลูกเกิดความสบายใจและได้ลงมือซักซ้อมจริง และในระหว่างที่ซ้อมพ่อแม่ ก็สามารถ แนะนำเพิ่มเติมให้กับลูกได้ว่า ควรจะแนะนำอย่างไร ใช้น้ำเสียงอย่างไร สามารถโต้ตอบได้จากคนจริง ๆ ซึ่งจะทำให้ลูกนั้นเกิดความมั่นใจมากขึ้น 2. ใช้ตุ๊กตาให้เป็นประโยชน์ จัดแถวตุ๊กตาสัตว์หรือของเล่น และฝึกให้ลูกแนะนำตัวกับตุ๊กตาขณะที่เล่น วิธีนี้จะทำให้ลูกของคุณนั้นเกิดความสบายใจในขณะที่เล่นมากที่สุด และทำให้มีความเป็นธรรมชาติ ลดความเกร็งเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย และทำให้ลูกของคุณนั้นได้ฝึกพูดออกมาได้ทำความรู้จักกับ ตุ๊กตาหรือของเล่นในแบบที่ ไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ 3. เพิ่มขั้นตอนเล็ก ๆ ให้กับการเล่นเกม ในขณะที่คุณทำกิจกรรมกับลูกอยู่ หรือเล่นเกมอะไรกับลูกก็ตาม ขอให้เพิ่มเติมกิจกรรมชวนเพื่อนเล่นเข้าไปด้วย เช่น ชวนเพื่อน A เล่น (แม้จะไม่มีเพื่อนAอยู่ตรงนั้นก็ตาม อย่าลืมว่าสิ่งนี้เป็นจินตนาการเฉย ๆ ) แต่ก็ขอให้จริงจังไปด้วย การซ้อมเป็นสิ่งสำคัญเพราะว่า …
เมื่อลูกน้อยของคุณ เริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น ก็จะส่งผลทำให้ลูกของคุณนั้นอยากจะริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ มีความรักต่อการเรียนรู้สิ่งรอบตัวมากยิ่งขึ้น มีอารมณ์ที่แจ่มใส มีอารมณ์ที่ดี ส่วนหนึ่งที่จะทำให้ลูกของคุณนั้นเป็นเด็กที่มีความมั่นใจก็มาจากการมอบอิสระให้กับลูกน้อย ซึ่งอิสระนี้สามารถทำได้จากเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นที่ต้องเป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย ซึ่งเราก็มาแนะนำการมอบอิสระให้ลูก ๆ ของคุณ เพื่อที่จะทำให้ลูกคุณนั้นมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นแล้ว 1. การมอบความอิสระ ทำให้ลูกของคุณมีความมั่นใจมากขึ้น ความเป็นอิสระและความมั่นใจ สามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ลูกคุณสามารถการจัดการสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยกำหนดพัฒนาการทางสังคมในอนาคตได้เป็นอย่างดี สิ่งสำคัญคือ คุณต้องเคารพในความรู้สึกเป็นอิสระของบุตรหลาน ปล่อยให้เขาทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองในเรื่องง่าย ๆ จะดีที่สุด 2. ปล่อยให้ลูกทานอาหารด้วยตนเอง การปล่อยให้ลูกทานอาหารด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับบุตรหลานของคุณในวัยนี้ เมื่อใดก็ตามที่เป็นไปได้ ปล่อยให้เขา ทานอาหารด้วยตัวเองแน่นอนว่า จะต้องเลอะเทอะอย่างแน่นอน ดังนั้นขอให้คุณนำลูกไปวางไว้บนเสื่อกันน้ำ หรือในพื้นที่ที่สามารถจัดเก็บทำความสะอาดได้ง่าย ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ลูกของคุณได้เรียนรู้ที่จะรับประทานอาหาร เคี้ยวอาหารได้อย่างเอร็ดอร่อย โดยที่คุณอาจจะมองดูอยู่ห่าง ๆ ไม่เป็นการจับตามองมากนัก 3. ทำงานบ้าน ลูกของคุณสามารถจัดการกับงานบ้านที่เหมาะสมกับวัยได้ ตั้งแต่การกวาดพื้นไปจนถึงการล้างจาน แม้แต่เด็กเล็กก็สามารถช่วยจัดโต๊ะได้ การงานบ้านทำให้เด็ก ๆ รู้สึกว่าตนเองมีความรับผิดชอบและสามารถช่วยเพิ่มความมั่นใจในตนเองได้ เนื่องจากเห็นว่างานของพวกเขามีส่วนสนับสนุนที่มีคุณค่าต่อครอบครัว …